Thailand Bhutan Friendship Drive • คาราวานรถยนต์สานสัมพันธ์ไทย-ภูฏาน Connecting the Two Kingdoms by LandRoad Expedition

Bhutan-Thailand Friendship Drive 2019

ThailandBhutanTourism.com

VDO Clip • Jun. 30, 2019

จากกิจกรรมคาราวานรถยนต์สานสัมพันธ์เชื่อมโยงราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรภูฏาน เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2562 ที่ได้มีการจัดพิธีปล่อยขบวนคาราวาน (Flag-off Ceremony) ที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร ภายใต้โครงการ “Bhutan-Thailand Friendship Drive” ซึ่งถือได้ว่าเป็นการจัดขบวนคาราวานรถยนต์เชื่อมโยงสองราชอาณาจักรเป็นครั้งแรกภายใต้แนวคิด “Connecting People of Two Kingdoms by Land” เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 30 ปีไทย-ภูฏาน และวโรกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน (รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี) 

คณะคาราวานเดินทางด้วยรถยนต์ TR Transformer จำนวน 6 คัน พร้อมด้วยสมาชิกจำนวน 21 คน ประกอบด้วย สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรภูฏานประจำประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศ ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของไทยที่เกี่ยวข้อง ได้ออกเดินทางด้วยรถยนต์ เพื่อร่วมเปิดเส้นทางเดินรถทางบกและประชุมหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้าและการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศตามแนวคิด Two Kingdoms, One Destination ตั้งแต่วันที่ 21-28 มิถุนายน 2562 เป็นระยะเวลา 8 วัน ระยะทางเดินรถรวม 3,750 กิโลเมตร 


21 มิถุนายน 2562 : เดินทางออกจาก “กรุงเทพฯ ประเทศไทย” มุ่งหน้าสู่ “อ.แม่สอด จ.ตาก ประเทศไทย”
ระยะทาง 473 กิโลเมตร เดินรถออกจากกรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท เข้าสู่จังหวัดนครสวรรค์ออกเส้นเลี่ยงเมืองไปยังจังหวัดกำแพงเพชร เข้าสู่จังหวัดตาก แวะสักการะศาลพระวอ มุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอแม่สอด แวะรับประทานอาหารค่ำและพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวเดินทางข้ามชายแดนริมแม่น้ำเมย มุ่งสู่เมืองตองอู เมียนมา ในวันถัดไป


22 มิถุนายน 2562 : เดินทางออกจาก “อ.แม่สอด จ.ตาก ประเทศไทย” มุ่งหน้าสู่ “เมืองตองอู เมียนมา”
เริ่มออกเดินทางช่วงตั้งแต่เวลา 8.30 น. คณะเดินทางเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าเปิดเส้นทางเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แวะพักกลางสะพานริมแม่น้ำเมย ได้สัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติที่อุดมไปด้วยป่าไม้เขียวชอุ่มตลอดเส้นทาง คณะคาราวานได้มีโอกาสไปวัดเพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนในท้องถิ่นในเมียนมา และคณะเดินทางก็มาถึงจุดหมาย เมืองตองอู เมียนมา ณ เวลา 21.00 น.


23 มิถุนายน 2562 : เดินทางออกจาก “เมืองตองอู เมียนมา” มุ่งหน้าสู่ “เมืองโมนยวา เมียนมา”
ตลอดเส้นทางกว่า 400 กิโลเมตร ในเมืองมัณฑะเลย์รายล้อมไปด้วยวัดและสถานที่ท่องเที่ยว แล้วคณะเดินทางได้แวะสักการะขอพรที่เจดีย์ชเวซานดอว์ หลังจากนั้้นได้ออกเดินทางต่อบนทางบนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ที่มีสินค้าพื้นเมืองจำหน่ายอยู่เป็นจำนวนมาก คณะเดินทางมีโอกาสได้กราบพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนกระดูกไหปลาร้าของพระพุทธเจ้าที่วัดมัณฑะเลย์ ซาริน หลังจากนั้นได้แวะทานอาหารพื้นเมือง จนถึงจุดหมาย ณ เวลา 21:30 น. เตรียมพร้อมสำหรับเดินทางเข้าสู่ ประเทศอินเดียในวันถัดไป


24 มิถุนายน 2562 : เดินทางออกจาก “เมืองโมนยวา เมียนมา” มุ่งหน้าสู่ “เมืองตามู เมียนมา”
"เราเป็นคนไทยชุดแรก ที่เดินทางมาถึง ตามู มอเร่ ชายแดนอินเดียนะ" เสียงจากทีมคณะเดินทางเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงของความภาคภูมิใจ ทำให้ลืมความเหน็ดเหนื่อยตลอดการเดินทาง 13 ชั่วโมงอย่างปลิดทิ้ง พร้อมกับการต้อนรับอย่างอบอุ่นของผู้คนพื้นเมืองที่นี่อย่างเป็นกันเอง การเดินทางในวันนี้ค่อนข้างยากกว่าเส้นทางอื่นๆ ที่่ผ่านมา บางช่วงถนนเป็นลูกรัง เป็นหินกลิ้ง บางช่วงเป็นยางมะตอย บ้างก็เป็นดินปนทราย และความประทับใจของการเดินทางครั้งนี้คือ น้ำใจของชาวบ้านที่มีให้กับคณะเดินทางแม้กระทั่งเรื่องการเข้าห้องน้ำ ไม่ว่าจะเคาะบ้านไหนก็จะได้รับรอยยิ้มและการต้อนรับเป็นอย่างดี


25 มิถุนายน 2562 : เดินทางออกจาก “เมืองตามู เมียนมา” มุ่งหน้าสู่ “เมืองโกหิมา ประเทศอินเดีย”
รวมระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร บนเส้นทางที่คดเคี้ยว ลัดเลาะตามเทือกเขา พร้อมกับทัศนียภาพที่สวยงามตลอดเส้นทาง ธรรมชาติของที่นี่ยังคงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าเขียวชอุ่ม คนที่นี่ส่วนใหญ่ยังคงอาชีพเกษตรกร บ้านเรือนสร้างจากอิฐทำมือและไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายๆ กับบ้านทางภาคเหนือของประเทศไทย


26 มิถุนายน 2562 : เดินทางออกจาก “เมืองโกหิมา ประเทศอินเดีย” มุ่งหน้าสู่ “เมืองกูวาฮาติ ประเทศอินเดีย”
เมืองกูวาฮาติถือเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของประเทศอินเดีย การค้าและการลงทุนหลากหลายเชื้อชาติ การจราจรภายในเมืองค่อนข้างหนาแน่น และเป็นโอกาสดีที่ท่านทูตภูฏานนำพาชาวคณะเข้าไปสักการะวัดภูฏาน ที่ตั้งอยู่ในเขตประเทศอินเดีย แล้วได้ออกเดินทางต่อตามเส้นทางไฮเวย์ผ่านแม่น้ำขนาดใหญ่หลายสาย ธรรมชาติสองข้างทางอุดมสมบูรณ์มากและมีสัตว์ที่ใช้ในการเกษตร เช่น วัวหรือแพะ เส้นทางการเดินทางค่อนข้างคดเคี้ยว เพราะถนนเป็นหินทรายและยังลัดเลาะไปตามเชิงเขา 


27 มิถุนายน 2562 : เดินทางออกจาก “เมืองกูวาฮาติ ประเทศอินเดีย” มุ่งหน้าสู่ “เมืองพันท์โชลลิง ประเทศภูฏาน”
ชาวคณะได้เดินทางเข้าเขตชายแดนอินเดีย เมื่อเดินทางข้ามไปยังประเทศภูฏานแล้ว สิ่งที่เห็นได้อย่างเด่นชัดน่าประทับใจ คือ ธงไตรรงค์บนผืนผ้าใบ โบกสะบัดต้อนรับคณะเดินทาง ทำให้เราได้รู้ว่า การเดินทางโดยทางบกกว่า 3,700 กิโลเมตร เรามาถึงภูฏานเพื่อร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 30 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ภูฏานแล้ว


28 มิถุนายน 2562 : เดินทางออกจาก “เมืองพันท์โชลลิง ประเทศภูฏาน” มุ่งหน้าสู่ “เมืองทิมพู ประเทศภูฏาน”
ทีมคาราวานรถจากประเทศไทยได้มาถึงเมืองทิมพู ประเทศภูฏาน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นและยิ่งใหญ่จากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศภูฏาน พิธีการต้อนรับอย่างเรียบง่ายที่เป็นเกียรติอย่างสูงสุด หลังจากจบพิธีการ ทีมคาราวานรถได้ออกเดินทางลัดเลาะมาตามไหล่เขา ระหว่างทางขับรถผ่านมาเห็นธงหลายสี ผูกสะบัดเรียงรายตามทิวไหล่เขา นั่นคือธงสัญลักษณ์แห่งความเป็นมงคล ผู้คนนิยมติดตั้งเอาไว้ตามเทือกเขาที่เป็นช่องลมผ่าน เพราะต้องการให้สายลมโบกพัดคำอวยพรไปถึงประชากรของพวกเขาในทุกลมหายใจ เป็นการย้ำเตือนสติให้อยู่ในความตั้งมั่น ต้องบอกว่าคนไทยได้รับเกียรติเหลือเกินในประเทศแห่งนี้อย่างสูงสุด

การเดินทางระยะทาง 3,750 กิโลเมตร 4 ประเทศ เป็นระยะเวลา 8 วัน จากประเทศไทย เข้าเมียนมาร์ ผ่านอินเดีย มาสิ้นสุดที่ภูฏาน ตั้งแต่วันที่ 21-28 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา โดยตลอดเส้นทางการเดินรถเพื่อเปิดเส้นทางใหม่ คณะคนไทยได้เห็นการพัฒนาเส้นทางคมนาคมของทุกประเทศ และยังได้เห็นวิถีชีวิตการทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม รวมถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์บนเส้นทางบกที่ขับผ่าน ซึ่งโครงการคาราวานรถยนต์สานสัมพันธ์ไทย-ภูฏาน ที่ได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในครั้งนี้ นับว่าประสบความสำเร็จใน การเสริมสร้างมิตรภาพและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกทั้งยังได้สร้างการรับรู้ถึงเส้นทางเชื่อมโยงทางบกระหว่างประเทศ ไทย-เมียนมา-อินเดีย-ภูฏาน ที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้ ซึ่งคาดว่าจะส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ ในอนาคตอันใกล้นี้ได้เป็นอย่างดี